









![]() |
จากภาพ : ยิ่ง F เลขมาก จะมีขนาดรูรับแสงที่เล็กลง |
![]() |
![]() |
จากภาพ : การใช้รูรับแสง กว้างๆ (F เลขน้อยๆ) จะช่วยให้เกิดภาพ ที่มีลักษณะ"ชัดตื้น" ขึ้นได้ ภาพซ้าย ภาพขวา |
![]() |
จากภาพ : ความเร็วชัตเตอร์สูงๆ จะช่วยหยุดการเคลื่อนไหวได้ F2.8 ความเร็วชัตเตอร์ 1/500 วินาที |
แต่ไม่ใช่ว่าความเร็วชัตเตอร์ยิ่งเร็วถึงจะดี เพราะความเร็วชัตเตอร์ยังสัมพันธ์กับลักษณะของภาพที่ได้ด้วย
เช่น เมื่อเราไปถ่ายน้ำตก ความเร็วชัตเตอร์ที่เร็ว จะช่วยให้มองเห็นรายละเอียดของเม็ดน้ำ แต่ความเร็วชัตเตอร์
ที่นานขึ้นจะช่วยให้เห็นน้ำเป็นสาย
![]() |
ภาพซ้าย : ความเร็วชัตเตอร์ชัตเตอร์สูงๆ (ค่าน้อยๆ)จะช่วยให้หยุดการ เคลื่อนไหวของน้ำได้ ภาพขวา : |
![]() |
![]() |
| รูรับแสง (F) 22 ความเร็วชัตเตอร์ 10 วินาที สังเกตุไฟของรถยนต์ที่เป็นสาย |
ความเร็วชัตเตอร์ช้าๆ ช่วยให้เก็บรายละเอียดของแสง ไฟได้ดี รูรับแสง (F) 22 ความเร็วชัตเตอร์ 8 วินาที |
ความสัมพันธ์ระหว่าง รูรับแสง กับ ความเร็วชัตเตอร์
เมื่อเรารู้จักกับค่าทั้ง 2 ตัวแล้ว เราจะพบว่าทั้งรูรับแสงกับความเร็วชัตเตอร์ มีความสัมพันธ์กันในเรื่องของการ
เปิดรับแสง และความสว่าง/มืดของภาพ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากแต่อย่างใด สมมติว่าแสงมีค่าๆหนึ่งที่พอดี
ไม่ทำให้ภาพมืดหรือสว่างจนเกินไป เมื่อรูรับแสงกว้าง (F ตัวเลขน้อยๆ) แสงก็จะเข้าได้มาก ชัตเตอร์ก็ไม่จำเป็นต้อง
เปิดรับแสงนาน จึงใช้ความเร็วสูงๆได้ แต่หากเปิดรูรับแสงแคบๆ (F ตัวเลขมากๆ) ก็จำเป็นต้องมีความเร็ว
ชัตเตอร์ที่ช้าลง (เปิดนานขึ้น) เพื่อให้ได้แสงที่มีปริมาณพอเพียง
ถ้าหากว่าบางคนกำลังสงสัยอยู่ในใจว่า แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าแสงจะพอดี ไม่สว่างหรือมืดเกินไป หรือจะรู้ได้ยังไง
ว่าปรับรูรับแสงขนาดเท่านี้แล้วต้องปรับความเร็วชัตเตอร์เท่าไหร่แล้วละก็ ไม่ต้องกังวลครับ หากอยู่ในหมวดกึ่ง
อัตโนมัติ เช่น P หรือหมวดปรับรูรับแสงหรือความเร็วชัตเตอร์เองแล้วละก็ กล้องจะทำการเลือกค่าที่เหลือที่
เหมาะสมให้อัตโนมัติ แต่หากว่าอยู่ในโหมด Manual กล้องก็จะมีมาตรวัดความสว่างให้ครับ ว่าค่าที่ตั้งทำให้รูปมืด
หรือสว่างเกินไปหรือเปล่า
แหล่งข้อมูล : เคแมน@klongdigital
เรียบเรียง : หนึ่ง ท่องไพร