.................................

หมวดหลัก
ออฟโรด
Mountain Bike (MTB)
กล้องดิตอล, ถ่ายภาพ
แค้มปิ้ง แบกเป้ เดินป่า
.................................

ความรู้ทั่วไป
รูรับแสง ความไวชัดเตอร์
เลนส์
ISO
.................................



Sponser Web
สปอนเซอร์เว็บฯ




รูรับแสง และความเร็วชัตเตอร์ถือเป็นหัวใจของการถ่ายภาพ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่นักถ่ายภาพทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นมือสมัครเล่น หรือมืออาชีพต้องรู้ไว้ จึงจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานการถ่ายภาพที่ดีได้

รูรับแสง (Aperture)
บางทีก็เรียกกันว่า "หน้ากล้อง" การทำงานก็เหมือนกับชื่อ นั่นก็คือเป็นช่องที่ปล่อยให้แสงผ่าน
เข้าไป ซึ่งรูรับแสงจะไปสัมพันธ์กับความเร็วชัตเตอร์ (ซึ่งคือเวลาที่ปล่อยให้แสงผ่านเข้าไปผ่านรูนั้น) ทำให้เกิด
ความสว่าง และรายละเอียดของภาพต่างๆ กัน โดยขนาดของรูรับแสงจะวัดเป็น F number ซึ่ง F number นี้ยิ่งมีค่าน้อย
รูรับ แสงจะยิ่งกว้าง (อาจจะขัดกับความรู้สึกนิดๆ) และค่าของ F-number นั้นจะเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) เป็น stop
เช่น F2.0, 2.8 , 4.0 , 5.6 , 8 ,11,16 , 22 เป็นต้น โดยแต่ละ stop จะกว้างขึ้น (หรือแคบลง) 1 เท่า
เช่น F2.8 จะกว้างกว่า F4 อยู่ 1 เท่า

จากภาพ : ยิ่ง F เลขมาก
จะมีขนาดรูรับแสงที่เล็กลง

เนื่องจากรูรับแสงสัมพันธ์กับความเร็วชัตเตอร์ ซึ่งรูรับแสงที่กว้างจะช่วยให้ใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงๆได้ ทำให้ถ่าย
ภาพในลักษณะที่มีการเคลื่อนไหว (เช่น ถ่ายภาพกีฬา) ได้ดีขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นรูรับแสงที่กว้างยังจะช่วยให้เกิด
ลักษณะภาพ ชัดตื้น (หน้าชัด หลังเบลอ) ได้อีกด้วย

จากภาพ :
การใช้รูรับแสง
กว้างๆ (F เลขน้อยๆ) จะช่วยให้เกิดภาพ
ที่มีลักษณะ"ชัดตื้น" ขึ้นได้

ภาพซ้าย
F2.8
ความเร็วชัตเตอร์
1/30 วินาที

ภาพขวา
F8
ความเร็วชัตเตอร์
1/4 วินาที


ความเร็วชัตเตอร์ (Shutter Speed)
ความเร็วชัตเตอร์คือเวลาที่ปล่อยให้แสงผ่านเข้าไปยังฉากรับภาพ (ในกล้องดิจิตอลคือ CCD) โดยมีหน่วยเป็นวินาที
เช่น 1/1000 วินาที 1/30 วินาที 1 วินาที 8 วินาที เป็นต้น ( 1/1000 วินาทีเร็วกว่า 1 วินาทีนะจ๊ะ ) โดยยิ่งความเร็ว
ชัตเตอร์ยิ่งสูง ยิ่งสามารถจับภาพได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ภาพไม่เบลอ แต่ก็อย่างที่กล่าวไว้ในเรื่องของรูรับแสงแล้วว่า
ความเร็วชัตเตอร์ทำงานสัมพันธ์กับรูรับแสง หากความเร็วชัตเตอร์ยิ่งเร็ว ยิ่งทำให้ต้องมีรูรับแสงที่กว้าง จึงจะทำให้
เกิดภาพที่ไม่มืด

จากภาพ :
ความเร็วชัตเตอร์สูงๆ จะช่วยหยุดการเคลื่อนไหวได้ F2.8 ความเร็วชัตเตอร์ 1/500 วินาที

แต่ไม่ใช่ว่าความเร็วชัตเตอร์ยิ่งเร็วถึงจะดี เพราะความเร็วชัตเตอร์ยังสัมพันธ์กับลักษณะของภาพที่ได้ด้วย
เช่น เมื่อเราไปถ่ายน้ำตก ความเร็วชัตเตอร์ที่เร็ว จะช่วยให้มองเห็นรายละเอียดของเม็ดน้ำ แต่ความเร็วชัตเตอร์
ที่นานขึ้นจะช่วยให้เห็นน้ำเป็นสาย

ภาพซ้าย : ความเร็วชัตเตอร์ชัตเตอร์สูงๆ
(ค่าน้อยๆ)จะช่วยให้หยุดการ
เคลื่อนไหวของน้ำได้

ภาพขวา :
ความเร็วชัตเตอร์ที่นานขึ้น
จะช่วยให้เห็นน้ำเป็นสาย


หรือการถ่ายภาพไฟในตอนกลางคืน หากเราตั้งความเร็วชัตเตอร์นานๆ (อย่าลืมใช้ขาตั้งกล้อง)
ก็จะช่วยให้เห็นไฟเป็นสาย ให้ความสวยงามไปอีกแบบ

รูรับแสง (F) 22 ความเร็วชัตเตอร์ 10 วินาที
สังเกตุไฟของรถยนต์ที่เป็นสาย
ความเร็วชัตเตอร์ช้าๆ ช่วยให้เก็บรายละเอียดของแสง
ไฟได้ดี รูรับแสง (F) 22 ความเร็วชัตเตอร์ 8 วินาที

ความสัมพันธ์ระหว่าง รูรับแสง กับ ความเร็วชัตเตอร์

เมื่อเรารู้จักกับค่าทั้ง 2 ตัวแล้ว เราจะพบว่าทั้งรูรับแสงกับความเร็วชัตเตอร์ มีความสัมพันธ์กันในเรื่องของการ
เปิดรับแสง และความสว่าง/มืดของภาพ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากแต่อย่างใด สมมติว่าแสงมีค่าๆหนึ่งที่พอดี
ไม่ทำให้ภาพมืดหรือสว่างจนเกินไป เมื่อรูรับแสงกว้าง (F ตัวเลขน้อยๆ) แสงก็จะเข้าได้มาก ชัตเตอร์ก็ไม่จำเป็นต้อง
เปิดรับแสงนาน จึงใช้ความเร็วสูงๆได้ แต่หากเปิดรูรับแสงแคบๆ (F ตัวเลขมากๆ) ก็จำเป็นต้องมีความเร็ว
ชัตเตอร์ที่ช้าลง (เปิดนานขึ้น) เพื่อให้ได้แสงที่มีปริมาณพอเพียง

ถ้าหากว่าบางคนกำลังสงสัยอยู่ในใจว่า แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าแสงจะพอดี ไม่สว่างหรือมืดเกินไป หรือจะรู้ได้ยังไง
ว่าปรับรูรับแสงขนาดเท่านี้แล้วต้องปรับความเร็วชัตเตอร์เท่าไหร่แล้วละก็ ไม่ต้องกังวลครับ หากอยู่ในหมวดกึ่ง
อัตโนมัติ เช่น P หรือหมวดปรับรูรับแสงหรือความเร็วชัตเตอร์เองแล้วละก็ กล้องจะทำการเลือกค่าที่เหลือที่
เหมาะสมให้อัตโนมัติ แต่หากว่าอยู่ในโหมด Manual กล้องก็จะมีมาตรวัดความสว่างให้ครับ ว่าค่าที่ตั้งทำให้รูปมืด
หรือสว่างเกินไปหรือเปล่า


แหล่งข้อมูล : เคแมน@klongdigital
เรียบเรียง : หนึ่ง ท่องไพร